มีอย่างนึงที่ผมไม่เข้าใจในสังคมเวปบอร์ด  คือ บ่อยครั้งที่จะพบว่า กลุ่มคนที่รักการเฝ้าบอร์ดเป็นชีวิตจิตใจหลายๆคน มักจะบอกว่า รักเวปที่อยู่เหมือนเป็นบ้าน เวลาพูดคุยกันในเวปก็สนิทกันดี มีหยอกล้อกัน เวลามีปัญหา ก็ดราม่าด้วยกัน

แต่เวลาที่นัดมีตติ้งทีไร ไม่ว่าจะชวนกินข้าว ไปเที่ยว หรือแม้แต่ไปออกกำลังกายที่ไม่ต้องเสียตัง ก็มักจะอ้างเหตุผลต่างๆนานาเพื่อที่จะไม่ไป หรือถ้าหนักหน่อย ก็จะบอกว่า “น่าสนใจมาก อยากไปด้วย”  ถึงขั้นแจกเบอร์กันเสร็จสรรพ แต่สุดท้ายแม้แต่โทรก็ยังไม่โทรมา

สำหรับคนที่บ้านไกล งานเยอะ ผมก็เข้าใจนะครับ บางทีสิ่งที่สำคัญในชีวิตของคนเรามันต่างกัน

แต่ประเภทที่ว่า มีเวลานั่งเฝ้าบอร์ดทั้งวัน มีเวลามากพอที่จะนั่งดูการ์ตูนที่โหลดมาเป็นสิบๆตอน แถมนั่งอ่านกระทู้ดราม่าต่อได้ กะอีแค่ออกมาพบปะกับคนที่บอกว่าเป็น “เพื่อน” ร่วมบ้านเดียวกันเนี้ย มันยากหรืออย่างไร พอนานๆไป ผมเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์แบบนี้มัน Fake

น่าแปลกที่ว่าเมื่อก่อน สังคมเล็กกว่านี้ แค่บอกว่าจะเจอกันที่ไหน ก็ขนขบวนออกมากันเต็ม เดี๋ยวนี้เหนียมอายไม่ค่อยยอมออกมากันซักเท่าไหร่

ปล. แค่อยากระบาย

ผมไม่รู้ว่าคิดไปเองรึปล่าวว่า พวกเราจริงจังกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอินเตอร์เน็ตมากเกินไปรึปล่าว ?  ผมเดาว่า กลุ่มคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่เด็กๆ หรือตั้งแต่วัยรุ่น เลยทำให้มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ตก็เลยเข้ามามีอิทธิพลทางความคิดมากกว่าหลักเหตุผลซะอีก จนบางทีผมก็รู้สึกว่า มันจริงจังกันเกินไปมั้ย ตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ เช่น

1. ตีกัน

อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นกันได้บ่อยมากในโลกออนไลน์ และนำมาซึ่งคำว่า ดราม่า (ผมเองก็ไม่ทราบนะครับว่าใครบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา แต่ผมชอบมาก :p)

การตีกันที่ว่านี้ นอกจากจะเป็นปัญหาส่วนตัวระหว่างคนสองคน (หรือมากกว่า) แล้ว ยังจะลากเอาคนทั้งสังคมนั้นลงมาร่วมวงสนทนาด้วย ซึ่งการทะเลาะแต่ละครั้ง ผมเห็นทุกคนก็จะหมกมุ่นกับการเฝ้ากระทู้ แอบไปกระซิบคุยกันใน MSN / IRC หรือ tool อื่นๆกันอย่างจริงจังมาก (เดี๋ยวนี้ถึงขั้นตามไปถึง twitter กันแล้ว) และที่ผมตกใจมาก คือ ถึงขั้นเซฟเนื้อในกระทู้ทุกกระเบียดนิ้วเอาไว้ บางทีเรื่องจบไปสองสามปีแล้ว ก็ยังตามมาหลอกหลอนกันได้อีก

ถ้าเทียบกับโลกความเป็นจริงแล้ว ต่อให้ทะเลาะกันโลกแตกขนาดไหน ถ้าหันหน้าเข้าหากัน คุยกันดีๆ ผมว่ายังไงมันก็จบ แต่สำหรับในอินเตอร์เน็ตคงไม่มีทางจบล่ะมั้ง ? เพราะส่วนใหญ่ที่ผมเห็นก็คือต่างคนต่างสาดเสียเทเสียอีกฝ่าย (ในที่ของตนเอง) ซะด้วยสิ

สำหรับเรื่องนี้ ผมมีคำพูดของ ปธน. โอบาม่าที่เคยพูดไว้ มาฝากครับ (ที่มา  Blogone)

"ให้ระวังการโพสต์อะไรก็ตามที่ดูงี่เง่าบนอินเทอร์เน็ต ถึงแม้ว่าวัยเรียนเราอาจคึกคะนองทำสิ่งที่ดูงี่เง่า แต่จงคิดให้รอบคอบอีกทีก่อนจะโพสต์สิ่งเหล่านั้นบนโลกออนไลน์"


2. การรวมหัวกันประนาม

"ไม่รู้จะเอากันให้ตายเลยรึปล่าว"

กรณีนี้ผมรวมถึงที่พูดไปในข้อแรกนะครับ บางทีแค่ทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ บางคนแค่มีนิสัยแย่ๆ แทนที่จะตักเตือนกัน กลับเอาไปนินทาลับหลัง ใส่สีตีไข่ ประนามแต่ละฝ่ายกันแทบไม่เหลืออะไรดี หรือถ้าแบบ hardcore หน่อย ก็จะเห็นได้จากเวปไซต์ชื่อดังไม่ขอเอ่ยนาม ที่ประจานกันในระดับประเทศ  ผมเข้าใจว่าคนทำผิดก็ควรได้รับผลกรรมที่ก่อไว้ แต่การรุมด่าตามน้ำของคนจำนวนมาก ผมว่ามันก็เกินไปนะ


3. การตั้งกฎยุบยับๆ

ผมว่าเป็นสิ่งที่น่าจะมีคนลองคุ้ยดูนะ ว่ากฎที่ตั้งกันมากมายบานตะไทนี่ มาจากไหนกัน ?

โดยส่วนใหญ่ กฎแปลกๆที่เกิดขึ้น มักจะเกิดขึ้นกับเวปเล็กๆ (โดยเฉพาะ บอร์ดที่เกี่ยวกับการ์ตูนและเกม) แม้แต่วิธีการสมัคร ที่นับวันจะเริ่มผิดแผก พิสดารขึ้นมาเรื่อยๆ เช่นการทำข้อสอบเพื่อเข้าเวป ที่เริ่มจะถามคำถามเกินเหนือมนุษย์ขึ้นทุกที

ผมเดาว่า (เดาเอานะครับ ถ้าใครรู้ข้อเท็จจริงก็บอกกันมาหน่อยนะ) กฎที่ตั้งกันตามบอร์ดการ์ตูนนั้น เอามาจากบอร์ดในยุคแรกๆ เกิดขึ้นเพื่อแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า อย่างเช่น

- บอร์ดล่มเพราะคนเข้าเยอะ ก็เลยคัดคนซะเลย (แต่นี่มันหมดยุคที่โฮสล่มเพราะคนเข้าหน้าเวปเยอะแล้วนะครับ)

- ห้ามแบ่งส่วนโหลด เพราะเมื่อก่อนเวปอัพโหลดที่นิยมใช้กันก็คือ Yousendit ซึ่งถ้าคนโหลดมากๆ ไฟล์ก็จะโดนอุ้มไป (กรณีนี้ไม่นับ tirkx ซึ่งมีคนโหลดจำนวนมากทุกวัน)

แต่พอเริ่มเข้าเวปการ์ตูนที่เป็น generation 2 3 4  .... ไอ้สิ่งเหล่านี้มันก็ติดตามไปด้วย ก่อตัวกลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ แถมยึดติดกันจริงจังสุดๆด้วย ใครละเมิด โดนประจานตามที่บ่นไปในหัวข้อข้างบน

บางทีผมแอบคิดเล่นๆว่า ถ้าเวปยิ่งใหญ่ กฎก็จะยิ่งน้อย ถ้าเวปยิ่งเล็ก กฎก็จะงอกขึ้นมาเรื่อยๆ ตามแต่ที่แอดมินปรารถนา (และคนก็จะออกไปเพราะทนกฎไม่ได้ และเวปก็จะเล็กลงอีก แต่ทฤษฎีนี้คงใช้กับเวปบางเว็บไม่ได้ ผมเห็นกฎยิ่งเยอะ ก็ยิ่งอยากเข้ากันใหญ่เลย)

แต่โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าเวปที่ให้อิสระมากกว่า เป็นที่ที่น่าอยู่กว่าครับ

ปล. ที่จริงมีเรื่องที่อยากพูดมากกว่านี้อีก แต่รู้สึกยิ่งพูดเหมือนจะยิ่งเข้าตัวเอง เลยพอดีกว่า lol

Beginning OpenCV in linux

posted on 16 Aug 2009 17:37 by tspp

OpenCV เป็นไลบรารี่ภาษา C ตัวหนึ่ง  ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่องาน Image Processing โดยที่สามารถทำงานร่วมกับ IDE ทั่วไป และสามารถทำงานได้บนทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นวินโดว์ ลินุกซ์ หรือ MacOS

 

 สิ่งที่มันทำได้ (โดยคร่าวๆ)

- ทำงาน Image Processing ได้เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะลด noise / edge detection / hough transform / Feature Detection (ถ้าให้อธิบายแบบชาวบ้านก็คือ ทำทุกอย่างที่ Photoshop ทำได้)

- สามารถทำงานได้กับทั้งภาพนิ่ง วีดีโอ (ไฟล์ทุกสกุลที่ codec สามารถอ่านได้) และทำงานกับกล้องแบบ real-time ได้ 

- ต่อกับกล้อง webcam ได้ง่ายมาก ด้วยฟังก์ชั่นสำเร็จรูป (ขอแค่มีไดรเวอร์กล้อง)

-  มี library สำหรับสร้าง GUI มาให้ด้วย ฉะนั้นถ้าใครนึกครึ้มอกครึ้มใจ อยากทำโปรแกรมดูหนังใช้แทน Window media ก็ทำได้

สำหรับในวินโดว์ IDE ที่แนะนำคือ Microsoft Visual C++ โดยมีตัว setup OpenCV เป็นไฟล์ .exe ให้เสร็จเลย รายละเอียดอ่านได้ที่ (http://opencv.willowgarage.com/)

 

วิธีการลงตัว OpenCVบนลินุกซ์ (มาจาก wiki ของ OpenCV)

ลง library ที่เกี่ยวข้อง 

sudo apt-get install build-essential

sudo apt-get install libgtk2.0-dev 

  

สร้างโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บ OpenCV (ของผมสร้างไว้ใน /home/[ชื่อ user]/OpenCV/ )

เข้าไปในโฟลเดอร์ที่สร้างไว้ แล้วโหลดไฟล์ OpenCV ผ่านคำสั่ง SVN 

svn co https://opencvlibrary.svn.sourceforge.net/svnroot/opencvlibrary/trunk

svn co https://opencvlibrary.svn.sourceforge.net/svnroot/opencvlibrary/tags/latest_tested_snapshot 

ทำการคอมไพล์โปรแกรม โดยสร้างโฟลเดอร์ชื่อ release ก่อน

mkdir release # create the output directorycd release 

จากนั้นก็ใช้คำสั่่ง cmake 

cmake -D CMAKE_BUILD_TYPE=RELEASE -D CMAKE_INSTALL_PREFIX=/usr/local -D BUILD_PYTHON_SUPPORT=ON .. 

คอมไพล์มันซะ 

make 

sudo make install 

 

 มาถึงจุดนี้ ถ้าไม่มีแจ้ง error อะไรขึ้นมา ก็ไปตั้ง path ได้ (ถ้ามี error อาจเกิดจากขาด library บางตัวไป)

 ต่อไปเป็นการตั้ง path โดยสร้างไฟล์ opencv.conf ขึ้นมาผ่านคำสั่ง

 sudo nano /etc/ld.so.conf.d/opencv.conf

เพิ่ม /usr/local/lib เข้าไปในไฟล์ จากนั้นก็พิมพ์

sudo ldconfig -v  

export LD_LIBRARY_PATH=/usr/local/lib:$LD_LIBRARY_PATH 

 

เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ส่วนวิธีการเช็คทำได้โดยลอง build ตัวอย่างและเรียกใช้ดู

ตัวอย่าง  ไฟล์อยูใน /opencv/samples/c

. build_all.sh #คำสั่ง build

./delaunay  # คำสั่งเรียกใช้ฟังก์ชั่น delaunay (อาจจะลอง ./edge ผลลัพธ์ที่ได้ควรจะเป็นหาเส้นขอบของส้ม)

 

ถ้ายังไม่สามารถ build ไฟล์ตัวอย่าง ได้ ปัญหาอาจจะเกิดจากการลง library ไม่ครบ (essential ไม่ได้มี library ที่ต้องการทั้งหมด บางครั้งอาจจะต้องลงเอง) แต่ถ้า build ได้ แล้วรันไม่ได้ ลอง cmake ใหม่อีกรอบนึงดู

 

ทางเลือกวิธีลงแบบอื่นมีดังนี้

http://dircweb.king.ac.uk/reason/opencv_cvs.php    << มีรายละเอียด package library อื่นๆที่จำเป็น

http://n2.nabble.com/saples-compiling-problems-please-help-td3170157.html    <<<  error บางอย่างที่พบขณะลง 

http://www.comp.leeds.ac.uk/vision/opencv/install-lin.html      <<<เป็นทางเลือกที่ไม่ค่อยแนะนำ

 

 

 ถ้าต้องการใช้ร่วมกับ Eclipse ให้ทำตามเวปนี้ http://www.jestinstoffel.com/?q=node/112

โดยให้เซ็ตไดเร็กโทรี่ของ include file เป็น /usr/local/include/opencv 

edit @ 17 Aug 2009 03:00:56 by tspp